Learning Log 6




                                                                                                    สัปดาห์ที่ 5
                                                                                    20 กุมภาพันธ์  2552 

นำเสนอคำคมประจำสัปดาห์
        
                 







เนื้อหาที่เรียน

                                  นำเสนอวิจัยที่เกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย

  กลุ่มที่  1   

            วิจัยเรื่อง  รูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
            การศึกษาระดับ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
            มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยศิลปากร
            ผู้วิจัย นางนริสานันท์ เดชสุระ
            ปีการศึกษา 2552

ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
    ประเด็นที่ 1 การใช้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติตามเป้าหมายและทิศทางในการผลิตบัณฑิตของ คณะครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์
    ประเด็นที่ 2 การสาธิตและเผยแพร่การศึกษาแนวใหม่ตามการเจริญเติบโตและความงอกงามของการศึกษา
    ประเด็นที่ 3 การประเมินแนวคิดใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย
    ประเด็นที่ 4 เป็นแหล่งวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนระบบการศึกษา
    ประเด็นที่ 5 เป็นแหล่งข้อมูลและเผยแพร่ผลงานให้เป็น ประโยชน์ต่อการศึกษาและสังคม
    ประเด็นที่ 6 การศึกษาแก่เยาวชนตามเป้าหมายของการพัฒนาเด็กในทุกๆด้าน

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
       1. เพื่อทราบองค์ประกอบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ

       2. เพื่อนำเสนอรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ   

 ขอบเขตของการศึกษาวิจัย
    ประชากร  โรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 24 แห่ง 

    กลุ่มตัวอย่าง   
         ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสาธิต ปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏโดยใช้วิธีการเปิดตาราง เครจซีและมอร์แกน (Krejcie and Morgan) ได้โรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏที่เป็นตัวอย่างจำนวน 22 โรงเรียน 

    ผู้ให้ข้อมูล     
      บุคลากรจากโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏโรงเรียนละ 20 คน ประกอบด้วยผู้อำนวยารโรงเรียนสาธิตปฐมวัย 1 คน  รองผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตปฐมวัย 4 คน ครูปฐมวัย 5 คน ผู้ปกครองเด็กปฐมวัย 5 คน และคณะกรรมการสถานศึกษา 5 คน 




 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย  
           ตัวแปลพื้นฐาน 
         เป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศีกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งปัจจุบัน

           ตัวแปรที่ศึกษา
            เป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโรงเรียน จากการสรุปผลการวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี จำนวน 104 ตัวแปร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ 62 ตัวแปร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย 86 ตัวแปร และสรุปจากผลการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 84 ตัวแปร สรุปตัวแปรทั้งหมดที่ได้หลังจากการวิเคราะห์เนื้อหา ได้จำนวน 140 ตัวแปร


นิยามศัพท์เฉพาะ
      โรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิยาลัยราชภัฏ หมายถึง หน่วยงานที่จัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา หรือระดับปฐมวัย จัดการศึกษาสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปี 8 เดือน – 6 ปี จำนวน 24 แห่ง ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้มหาวิทยาลัยราชภัฏ สังกัดคณะกรรมการการอุดมศึกษา
      รูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ หมายถึง โครงสร้างความสัมพันธ์ขององค์ประกอบการบริหารของโรงเรียนสาธิตปฐมวัย เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการในการจัดโครงสร้างองค์กร การกำหนดนโยบายและแผนการดำเนินตามภารกิจของโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ

สมมุติฐานการวิจัย
     1. องค์ประกอบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นหุองค์ประกอบ
     2. รูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏมีความสอดคล้องกับกรอบแนวคิดทฤษฎีของการวิจัย

แนวคิดทฤษฎีการบริการ
     แนวคิดโรงเรียนที่มีประสิทธิผล (School effectiveness: the nouns and adjectives of successfulschooling) ของปีเตอร์มอร์ติมอร์และคณะ (PeterMortimoreandother)
     - แนวคิดในการพัฒนาโรงเรียนอัจฉริยะ 9 ประการ (The nine intelligences- a framework for school improvement) ของ บาร์บาร่า แมคกิวคริส เค ไมเยอร์ และ เจ รีด (Barbara MacGilchrist, K. Myers and J. Reed)
     - แนวคิดการบริหารโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยชิคาโก University of Chicago Laboratory School 
     - แนวคิดการบริหารโรงเรียนสาธิตของวิทยาลัยออเร้นท์ โคช์ (The Early Childhood Lab school of Orange Coast College)
     - แนวคิดการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยแห่งวิทยาลัยโคโลราโด (The Early Childhood Center Lab school of Colorado State University)

วิธีดำเนินการวิจัย
     ประชากร โรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 24 แห่ง 
     กลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏที่เป็นตัวอย่างจำนวน 22 โรงเรียน 
     เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย               
                     1. แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง
                     2. แบบสอบถามความคิดเห็น
                     3. แบบตรวจสอบรายการ

การดำเนินการวิจัย
        ขั้นตอนที่1 จัดเตรียมโครงการวิจัย เป็นขั้นตอนการจัดเตรียมโครงการตามระเบียบวิธีการดำเนินการวิจัย โดยศึกษาเรื่องการบริหารโรงเรียนจากเอกสาร ตำรา ข้อมูลสถิติการวิจัยของบุคคลและหน่วยงานต่างๆรวมถึงวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อจัดทำโครงการการวิจัยโดยขอคำแนะนำความเห็นในการจัดทำโครงร่างการวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษาและนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อเสนอขออนุมัติหัวข้อดุษฎีนิพนธ์
        ขั้นตอนที่2 การดำเนินการวิจัย เป็นขั้นตอนการศึกษาวิเคราะห์กำหนดกรอบแนวคิดเพื่อสร้างและพัฒนาเครื่องมือ นำไปทดลองใช้ ปรับปรุงคุณภาพแล้วสรุปข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ วิเคราะห์หาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ต่อมานำเครื่องมือที่สร้างและพัฒนาแล้วไปเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง และนำข้อมูลที่ได้มาทดสอบความถูกต้อง วิเคราะห์ข้อมูลและแปรผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อสร้างเป็นรูปแบบและตรวจสอบความเหมาะสมพร้อมทั้งเสนอรูปแบบซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังแผนภูมิ
       ขั้นตอนที่3 การรายงานผลการวิจัย เป็นขั้นตอนการจัดทำร่างรายงานผลการวิจัยเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการการควบคุมวิทยานิพนธ์ ตรวจสอบความถูกต้องปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ตามที่คณะกรรมการผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์เสนอแนะ จัดพิมพ์และส่งรายงานผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ต่อบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อขออนุมัติจบการศึกษา

การวิเคราะห์ข้อมูล
                1. การวิเคราะห์สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามในด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่และประสบการณ์ในการทำงาน ด้วยการคำนวณค่าความถี่(frequency) ค่าร้อยละ(percentage) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป
               2. การวิเคราะห์ค่าระดับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามแบบมาตรฐานส่วนประมาณค่า5ระดับ โดยใช้ค่าเฉลี่ย(x-)และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ทั้งนี้ในการวิจัยถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการตอบแบบสอบถามของผู้ให้ข้อมูลตกอยู่ในช่วงพฤติกรรมหรือกิจกรรมใดก็แสดงว่าลักษณะการปฏิบัติติที่ตรงตามสภาพที่เป็นจริงแบบนั้นโดยผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ในการวิเคราะห์ตามแนวคิดของเบสท์(Best) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
       ค่าเฉลี่ย 4.50-5.00 หมายถึง พฤติกรรมในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมากที่สุด
       ค่าเฉลี่ย 3.50-4.49 หมายถึง พฤติกรรมในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก
       ค่าเฉลี่ย 2.50-3.49 หมายถึง พฤติกรรมในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง
       ค่าเฉลี่ย 1.50-2.49 หมายถึง พฤติกรรมในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับน้อย
       ค่าเฉลี่ย 1.00-1.49 หมายถึง พฤติกรรมในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับน้อยที่สุด

         3. การวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (Factor Analysis) โดยการวิเคราะห์แบบองค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) ด้วยวิธีสกัดปัจจัย (Principal Component Analysis : PCA) เพื่อให้ได้ตัวแปรที่สำคัญซึ่งถือเกณฑ์การเลือกตัวแปรที่เข้าอยู่ในองค์ประกอบตัวใดตัวหนึ่งโดยพิจารณาจากค่าความแปรปวนของตัวแปร (eigenvalue) เท่ากับ1 และถือเอาค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) ของตัวแปร แต่ละตัวขององค์ประกอบนั้นมีค่าตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ที่บรรยายด้วยตัวแปรตั้งแต่3ตัวแปรขึ้นไป ตามวิธีของไกเซอร์ (Kaiser) จากนั้นนำองค์ประกอบที่ค้นพบมาวิเคราะห์สหสัมพันธ์คาโนนิคอล เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบแล้วนำเสนอร่างรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
     4. การวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ใช้การวิเคราะห์ด้วยวิธีการพิจารณาโดยวิธีการสัมมนาอ้างอิงผู้ทรงคุณวุฒิ (Connoisseurship) โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน5คน โดยนำเสนอรูปแบบรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิได้พิจารณาประเด็นด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ และการนำไปใช้ประโยชน์ และให้ข้อเสนอแนะ การวิพากษ์ เพื่อปรับปรุงให้ได้รูปแบบที่เหมาะสม

 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 
 1. การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis)
 2. สถิติพื้นฐานสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าความถี่(frequency) ค่าร้อยละ(percentage) ค่าเฉลี่ย(mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(standard deviation
3. การวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (Factor Analysis) โดยการวิเคราะห์แบบองค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) ด้วยวิธีสกัดปัจจัย (Principal Component Analysis : PCA)
4. วิเคราะห์สหสัมพันธ์คาโนนิคอล (cananical correlation analysis) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ
5.การประเมินและตรวจสอบเนื้อหาด้วยวิธีการพิจารณาโดยวิธีการสัมมนาอ้างอิงผู้ทรงคุณวุฒิ (Connoisseurship)         

สรุปผลการวิจัย
         องค์ประกอบที่1 การบริหารด้านการจัดการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย มีตัวแปรที่จำเป็นต่อรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั้งหมด 28 ตัวแปร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีระดับความจำเป็นเป็นอันดับที่ 1
       องค์ประกอบที่ 2 การบริหารด้านโครงสร้างการบริหารและหลักการบริหารจัดการ มีตัวแปรที่จำเป็นต่อรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด 12 ตัวแปร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีระดับความจำเป็นเป็นอันดับที่ 2
       องค์ประกอบที่ 3 การบริหารด้านการพัฒนาครูปฐมวัยมืออาชีพ มีตัวแปรที่จำเป็นต่อรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด 18 ตัวแปร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีความจำเป็นเป็นอันดับที่ 3
        องค์ประกอบที่ 4 การบริหารด้านผู้บริหารมืออาชีพ มีตัวแปรที่จำเป็นต่อรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด 11 ตัวแปร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีระดับความจำเป็นเป็นอันดับที่ 4
      องค์ประกอบที่ 5 การบริหารด้านการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน มีตัวแปรที่จำเป็นต่อรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด 11 ตัวแปร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีระดับความจำเป็นเป็นอันดับที่ 5
      องค์ประกอบที่ 6 การบริหารด้านการเป็นหน่วยร่วมผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏ มีตัวแปรที่จำเป็นต่อรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด 9 ตัวแปร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีระดับความจำเป็นเป็นอันดับที่ 6
       องค์ประกอบที่ 7 การบริหารด้านการวิจัยทางการศึกษาปฐมวัย มีตัวแปรที่จำเป็นต่อรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด 7 ตัวแปร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีระดับความจำเป็นเป็นอันดับที่ 7
       องค์ประกอบที่ 8 การบริหารด้านการบริการวิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่น มีตัวแปรที่จำเป็นต่อรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด 8 ตัวแปร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีระดับความจำเป็นเป็นอันดับที่ 8
        องค์ประกอบที่ 9 การบริหารด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น มีตัวแปรที่จำเป็นต่อรูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมด 5 ตัวแปร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีระดับความจำเป็นเป็นอันดับที่ 9
         จากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ตรวจสอบความเหมาะสม เป็นไปได้ ความถูกต้อง และการนำไปใช้ประโยชน์ได้ของรูปแบบการบริการโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยวิธีการพิจารณาโดยวิธีการสัมมนาอ้างอิงผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship) ผลการพิจารณา พบว่า รูปแบบการบริหารโรงเรียนสาธิตปฐมวัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏ มีความเหมาะสม เป็นไปได้ ความถูกต้อง และนำไปใช้ประโยชน์ได้


กลุ่มที่ 2

วิจัยเรื่อง การจัดการศึกษาปฐมวัยกับประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงเรียน
             สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 
หลักสูตร  ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาภาควิชาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร 
ปีการศึกษา   2559
ผู้วิจัย  นางสาวสุริยา  คงมั่น

ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
     ประเด็นที่ 1   จังหวัดกาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นหลากหลายเชื้อชาติ ทำให้มีผลมาถึงด้านการจัดการศึกษา
     ประเด็นที่ 2    การจัดการศึกษาปฐมวัยจำเป็นต้องสอดคล้องกับกลุ่มประชากรที่เข้ามารับการบริการให้อยู่ในระบบเดียวกัน
     ประเด็นที่ ผู้ปกครองต้องการให้ผู้บริหารมุ่งเน้นจัดกิจกรรมทางวิชาการให้แก่เด็กในระดับชั้นอื่น ๆ โดยไม่ละเลยการดูแล/การจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย
     ประเด็นที่ 4   ผลสัมฤทธิ์ของชั้นประถมศึกษาซึ่งต่อเนื่องมาจากชั้นปฐมวัยและจากผลการทดสอบ O-NET ปีการศึกษา 2558 พบว่ามีหลายวิชาที่มีคะแนนเฉลี่ยระดับเขตพื้นที่ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศทุกมาตรฐาน
     ประเด็นที่ 5   ครูปฐมวัยถูกผลกระทบถึงขั้นไม่ให้สอนตามหลักสูตรปฐมวัย ต้องสอนตามที่ครูประถมเขียนหลักสูตร

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
     1. เพื่อทราบการจัดการศึกษาปฐมวัย  โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต 2
     2. เพื่อทราบประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2
     3. เพื่อทราบความสัมพันธ์ระหว่าง
การจัดการศึกษาปฐมวัยกับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ  โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต 2 

ขอบเขตของการศึกษาวิจัย
    ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
           ตัวแปรต้น   การจัดการศึกษาปฐมวัยตามแนวคิดของ กระทรวงศึกษาธิการ
           ตัวแปรตาม  ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
    นิยามศัพท์เฉพาะ
            การจัดการศึกษาปฐมวัย หมายถึง การบริหารจัดการตามหลักการของการจัดทำหลักสูตร การศึกษาปฐมวัยที่ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องนำมาใช้เพื่อเป็นแนวทางในเรื่องดังต่อไปนี้
         1) การสร้าง หลักสูตรที่เหมาะสม
         2) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก 
         3) การจัดกิจกรรมที่ ส่งเสริมพัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก
         4) การบูรณาการการเรียนรู้
         5) การประเมินพัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก
         6) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับครอบครัวของเด็ก 
            ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ หมายถึง ความสำเร็จของการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ทำให้สถานศึกษามีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาให้บรรลุตามจุดหมายของการจัดการศึกษาอย่างคุ้มค่า ซึ่งสอดคล้องกับ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และสอดคล้องกับเกณฑ์ในมาตรฐานการศึกษาปฐมวัยด้านการบริหารและการจัดการศึกษา ตามที่สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษากำหนดไว้

สมมติฐานการวิจัย
          1. การจัดการศึกษาปฐมวัย  โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2  อยู่ในระดับปานกลาง
          2. ประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต 2 อยู่ในระดับปานกลาง
          3. การจัดการศึกษาปฐมวัยกับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 มีความสัมพันธ์กัน 



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น